Saturday, September 20, 2014

ทำไมต้อง coffeelucky

หมายเหตุ บทความเก่าเก็บ เนื้อหาไม่ได้สนใจจะอัปเดต แต่จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องอัปเดตหรอก


coffeelucky เป็นชื่อที่ผมใช้ตามบอร์ดต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็เล่นอยู่ไม่กี่บอร์ดนักหรอก และ Avatar ผมก็มักจะเป็นรูปกาแฟ จนคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่มักจะจดจำผมได้ในนาม "กาแฟ" มากกว่าชื่อเล่นผมซึ่งก็คือ "แม็ค"

แต่ผมไม่ค่อยใส่ใจตรงนั้นเท่าไรนัก จริงๆก็นับว่าประสบความสำเร็จเสียด้วยซ้ำที่สร้างเอกลักษณ์จนคนอื่นจดจำผมได้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้นะเนี่ย

แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ หลาย ๆ คนชอบถามผมว่า "นายชอบดื่มกาแฟเหรอ" ซึ่งถ้านับตั้งแต่ที่ผมเริ่มใช้ชื่อนี้แล้ว ผมเจอคำถามนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้แล้ว และทุก ๆ ครั้งผมก็จะตอบว่า "เปล่านี่"

แน่นอนเลยว่า คำถามที่ตามมาก็คือ "แล้วทำไมใช้ชื่อนี้หรอ" ซึ่งมันมีอะไรอธิบายยาวยืดจนผมตอบกลับไปว่า "นั่นสิ ลืมไปแล้ว" แทบจะทุกคนที่ถามผมแบบนี้

เอาล่ะ ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรจะอัพบล็อกแล้ว วันนี้ก็เลยเลือกเรื่องนี้มาบ่น ๆ กันให้ฟังเล่น ถือซะว่ามาเฉลยที่มาอันเป็นปริศนาของชื่อผมเลยแล้วกัน



ตอนนั้นผมอยู่แค่ ม.2 เองมั้ง แล้วก็กำลังคิดชื่อที่จะใช้ในอินเตอร์เน็ตอยู่ แต่ก็คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก เลยตัดสินใจนำชื่อเล่นตัวเอง ซึ่งก็คือ Mac มาทำการสลับอักษรและเพิ่มอะไรนิดหน่อยเข้าไป จนได้ชื่อว่า Mocca (โดยมารู้ทีหลังว่าเขียนให้ถูกต้อง ต้องเป็น Mocha)

หลังจากนั้น ผมก็ใช้ชื่อนี้มาโดยตลอด จนผมไปเล่นเกมออนไลน์ โดยใช้ชื่อตัวละครหลักเป็น Mocha แต่ก็พบปัญหาที่ว่า "แล้วไอ้ตัวที่เหลือ มันจะชื่ออะไรดี" นั่นไง ปัญหาเกิดแล้ว เลยคิดไปคิดมา ไหนๆไอ้ตัวแรกก็ชื่อม็อคค่าแล้ว ตัวที่เหลือก็ใช้ชื่อเป็นกาแฟไปให้หมดเลยแล้วกัน

ชื่อที่ตามมาก็คือ Cappucino, Latte, Espresso, ...

หลังจากนั้น ผมจึงเปลี่ยนชื่อ Username ผมใหม่ กลายเป็น coffeelucky





อ่านมาถึงตรงนี้กันแล้ว เชื่อว่าคงจะรู้สึกแล้วว่า "อ้าว แล้วไอ้คำว่า lucky ที่เติมมามันมาจากไหน หรือว่าเติมไว้สะเดาะเคราะห์กันเนี่ย"



คำว่า Lucky มันมาจากเลขที่ผมแล้วก็วันเกิดด้วย

ตอนอยู่ ม.ต้น ผมได้เลขที่ 13 ซึ่งมันก็คือ Lucky Number แถมผมยังเกิดวันที่ 3 เดือน 10

3 + 10 = 13

งั้นก็เติมคำว่า lucky เข้าไปหลัง coffee แล้วกัน



เลยเป็นที่มาของชื่อปริศนาที่หลายๆคนชอบถามถึงนะครับ 

Tuesday, September 2, 2014

ฤดูฝน

ผมเกลียดฤดูฝนครับ

ในบรรดาสามฤดูของประเทศไทย (ที่ไม่ใช่ร้อน ร้อนโคตร ร้อนชิบหายตายห่า) ฤดูฝนเป็นฤดูที่ผมเกลียดที่สุด
อากาศร้อนชื้นชวนเหนียวตัว ก่อนฝนตกก็ร้อนอบอ้าวซะยิ่งกว่าฤดูร้อน บางทีฝนก็ตกจนอากาศหนาวซะยิ่งกว่าฤดูหนาวที่ไม่เคยหนาว
จะออกจากบ้านไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก ถึงแม้ว่าปกติจะนิยมหมกตัวอยู่บ้านก็เถอะ แต่มันก็ออกไปปั่นจักรยานไม่ได้นะว้อย ไปกลับมหาวิทยาลัยก็ลำบาก

ยิ่งฝนช่วงนี้ยิ่งน่าหงุดหงิดเป็นพิเศษ
ตกแบบหยุมหยิม ตกแบบไม่สุดดี จะแรงก็ไม่แรง จะหยุดก็ไม่หยุด ปรอย ๆ ชวนให้ลังเลใจว่าจะรีบฝ่าฝนออกไปก่อนที่มันจะตกหนัก หรือจะรอให้มันหยุดเลยดี
แถมยังชอบตกตอนเช้า ๆ ไม่ก็เย็น ๆ ทำให้ถนนกรุงเทพฯที่รถติดอยู่แล้ว ติดหนักกว่าเดิมอีก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าฝนจะไม่มีข้อดีเลย
อย่างน้อย วันไหนที่ฝนตก ก็อู้ไม่ต้องรถน้ำต้นไม้ได้
แถมตอนเรียนรด. วันนั้นก็จะได้เข้าไปนั่งในห้องสบาย ๆ ไม่ก็เลิกฝึกเร็วกว่าปกติ
ยิ่งวันไหนที่นอนตื่นสายได้ ฝนตกตอนเช้านี่จะยิ่งหลับสบายยิ่งกว่าเดิมอีก

เออ แต่ผมก็ยังเกลียดฤดูฝนอยู่ดีว่ะครับ

Monday, August 4, 2014

Japan Rail Way

ไปญี่ปุ่นมาสองครั้ง ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สุดยอดในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ อย่าง
แต่ถ้าต้องเลือกขึ้นมาเพียงอย่างเดียว เป็นสุดยอดของสุดยอดของญี่ปุ่น ผมยกให้ "รถไฟ" ครับ

รถไฟ นับเป็นการคมนาคมหลักของประเทศญี่ปุ่น มีตั้งแต่รถไฟสายโลคอลหวานเย็นวิ่งวนรอบเมืองจอดมันทุกสถานี สายเอกซ์เพรสรวดเร็วจอดเฉพาะสถานีใหญ่ ๆ ไปจนถึงรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นวิ่งข้ามเมืองข้ามเกาะกันเลย
อีกหนึ่งความน่ากลัวของรถไฟญี่ปุ่น คือแผนผังสถานีครับ (ใครอยากรู้น่ากลัวยังไง ลองกูเกิลว่า Tokyo rail map ดูก็ได้)
สถานีรถไฟที่นี่ก็มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สถานีใหญ่ที่คนเดินกันมโหฬารมหาศาลบานตะไท (แต่แม่งเดินไม่ชนกันเลยได้ไงวะ) ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันแบบโตเกียว ไปจนถึงสถานีที่ไม่รู้จะเรียกว่าสถานีได้ไหม คือแม่งมีแค่ชานชาลาโง่ ๆ อันนึงที่ทำจากไม้ยกสูงขึ้นมาจากพื้นเท่านั้น ชานชาลาเดียวด้วย แถมสั้นชนิดที่ว่าขบวนรถไฟเปิดทุกประตูไม่ได้ ประตูหลัง ๆ แม่งตกชานชาลา จุดซื้อตั๋วยังไม่มีด้วยซ้ำ ต้องไปซื้อบนรถเอา

แต่ส่วนที่ผมทึ่งที่สุดของรถไฟที่นี่ก็คือพนักงานครับ
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบนชานชาลา (ไม่รู้ว่าต้องเรียกว่าตำแหน่งอะไรดี) หน้าที่ของเขาคือการเดินกลับไปกลับมาระหว่างชานชาลาซ้ายขวา คอยสอดส่องตลอดแนวบริเวณ ชานชาลาไหนมีรถไฟเข้า เขาก็จะไปยืนประจำจุด โบกธงทีนึงเป็นสัญญาณว่า ปลอดภัย เข้ามาได้ ก่อนรถไฟจะออกจากสถานี เขาก็จะมองอีกรอบเช็คว่าไม่มีผู้โดยสารกำลังขึ้นลงหรืออยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น ยกธงเป็นสัญญาณบอกให้รถไฟออกจากสถานีได้
เฮ้ย พี่ครับ งานของพี่แม่งโคตรน่าเบื่อเลย วัน ๆ นึงพี่ทำงานกี่ชั่วโมง ต้องเดินไปเดินกลับยกธงอยู่แบบนี้นานแค่ไหน มีเปลี่ยนกะไหม ง่วงไหม เบื่อไหม มีวิธีจัดการกับความเบื่อยังไง มีเพื่อนคุยบ้างไหม
แต่ไม่ว่ารถไฟจะผ่านไปกี่ขบวน พี่แกก็ยังท่าทางแข็งขันขมักเขม้นกับการมองซ้ายขวาแล้วยกธงต่อไป คือพี่เขาดูจริงจังกับงานมาก มากจนผมสงสัยว่าตกลงงานมันสนุกจริง ๆ ใช่ไหม พี่ดูไม่เบื่อเลย

เออ แล้วสถานีนึงต้องมีคนแบบพี่กี่คน ยิ่งสถานีใหญ่ ๆ แบบโตเกียวงี้มีหลายสิบชานชาลา อื้อหือ
เจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่น ๆ ล่ะ พนักงานขับรถไฟ คนตรวจตั๋ว เจ้าหน้าที่บริการข้อมูล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฯลฯ ตำแหน่งพวกนี้มาคิดดูแล้วก็น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ละวันพวกเขาทำอะไรกัน เจอกับลูกค้าแบบไหน มีวิธีดูแลรับมือลูกค้ายังไง

เออ พิมพ์มาตั้งนาน ไม่รู้จะจบยังไงให้สวย ๆ ว่ะ
เอาเป็นว่า ผมเลิกหวังให้รถไฟไทยได้ขนาดนั้นไปละ มึงได้สักครึ่งของเขาก็ดีชิบหายแล้วครับ

Tuesday, May 27, 2014

โยเกิร์ตติ้ง เกมออนไลน์ที่หลายคนคิดถึง

[Press Start - ePICK Magazine #05]

ถ้าพูดถึงเกมที่เกี่ยวกับโรงเรียน เราอาจจะคุ้นเคยกับชีวิตวัยรุ่นวุ่นรักของวัยมัธยม เรื่องราวสุดแสนซาบซึ้งจากความรักของเหล่านางเอก อดีตอันแสนขมขื่นของตัวละคร แต่ไม่ใช่กับทุกเกม เพราะยังมีโรงเรียนในโลกแฟนตาซีอันเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเวทมนตร์ นักรบ และสัตว์ประหลาด ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ได้อย่างง่ายดายนักซะด้วยสิ

ติดตามเรื่องราวของเกมโยเกิร์ตติ้ง เกมออนไลน์สายพันธุ์โรงเรียนแฟนตาซีได้ที่ ePICK Magazine ฉบับ Back to School



Saturday, April 26, 2014

ชาวประมงฮาเฮ ตกสิงโตทะเลทำโอเด้ง

[Press Start - ePICK Magazine #04]

เชื่อว่าหลาย ๆ คนในวัยผมต้องเคยผ่านเกมตกปลาอันเป็นตำนานมาแล้วเกมหนึ่ง เกมซึ่งไม่มีใครรู้ชื่อที่แท้จริง (เพราะอ่านไม่ออก) แต่ทุกคนเรียกมันว่าเกม

“ดุ่มโมะ”

ใน ePICK Magazine ฉบับ Summer Breeze


Tuesday, April 22, 2014

One Week Friends เพื่อนกันสัปดาห์เดียว

ไม่แน่ใจว่าฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ที่ญี่ปุ่นมีอนิเมะหลายเรื่องน่าดู หรือเพราะผมติดอนิเมะมากขึ้นกันแน่ เพราะผมติดตามดูอยู่หลายเรื่องทีเดียว เยอะกว่าซีซั่นที่ผ่านมาพอควรเลยล่ะ

Isshuukan Friends หรือ One Week Friends เป็นเรื่องที่ผมดูแล้วประทับใจเรื่องหนึ่ง
ว่าด้วยเกี่ยวกับเด็กสาวผู้ที่จะมีความทรงจำกับเพื่อนได้แค่สัปดาห์เดียวเท่านั้น เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันจันทร์ เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนทั้งหมดจะถูกลืมทันที


ผมชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เห็นคอนเซปท์ของเรื่องและภาพตัวอย่าง ด้วยงานภาพที่ดูทั้งน่ารัก ทั้งสวยงาม ประกอบกับที่เพื่อนสัปดาห์เดียวให้ความรู้สึกแบบฟีลกู้ดโรแมนติคปนไปกับความเจ็บปวดเบา ๆ กับความน่าสงสารของนางเอก
อันที่จริงเนื้อเรื่องกลับเบากว่าที่ผมคาดไว้ ไม่แน่ใจว่าเพราะออกมาแค่สามตอนหรือเปล่า แต่ก็ทำให้ดูได้โดยไม่เครียดเกินไป

ถ้าใครกำลังหาอนิเมะซึ้ง ๆ ดู ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องจบแบบเรียกน้ำตาคนดูอย่างแน่นอน

Friday, April 4, 2014

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 42

ดังเช่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกครั้ง ยังไงเราก็ไม่พลาดแน่นอน

ครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายเป็นพิเศษ แค่อยากไปเดินดูโดยรอบเท่านั้น ตั้งงบไว้ 2,000.- (เพราะถ้าใช้เกินกว่านี้จะไม่มีเงินกลับบ้าน)

หลังจากรวมพลกันเรียบร้อย เราเริ่มเดินจากโซนนอกกันก่อน ไม่ทันไรเงินก้อนแรกก็หลุดออกจากกระเป๋าเราไปแล้วด้วย SAO เล่ม 5
หลังจากวนเก็บสแตมป์กันนิดหน่อย เราก็ชะแว้บไปเห็น Log Horizon ที่ก่อนหน้านี้เคยบ่นไว้ว่าอยากอ่านเวอร์ชั่นนิยาย คราวนี้มาทั้งนิยายทั้งมังงะเลย (จริง ๆ เรื่องนี้เวอร์ชั่นมังงะมีหลายเวอร์ชั่นพอสมควร อันนี้เป็นเวอร์ชั่นของคุณฮาระ คาซึฮิโร่ ที่วาดภาพประกอบในเวอร์ชั่นนิยายด้วย) เราซึ่งอุทิศความติ่งให้กับเรื่องนี้จึงคว้าไว้อย่างรวดเร็ว เสียไปอีก 344.- (ผมเคยเขียนถึงเวอร์ชั่นอนิเมะไว้แล้วครับ อ่านกันได้ Log Horizon กับอนิเมะเกมออนไลน์ที่ไม่ใช่แค่เกม)
แวะบู๊ท TKO เก็บพี่เทพเล่ม 13 กับ 15 เพราะผมเคยซื้อเล่ม 14 ไว้แล้วโดยที่ลืมไปว่าตัวเองยังไม่ได้ซื้อเล่ม 13 สักที
เดินผ่านไปผ่านมา บังเอิญไปเห็นดอกเตอร์ฟรอสต์ การ์ตูนจิตวิทยาสัญชาติเกาหลีที่เคยอ่านในเน็ตแล้วรู้สึกชอบมาก ไม่คิดว่าจะมีคนแปลไทยแล้วเอามาตีพิมพ์
สุดท้ายก็ตามไปเก็บนิวยอร์คเฟิร์สไทม์ที่อุตส่าห์ลงทุนทำวิดิโอโฆษณาสุดฮาเป็นแบงค็อคเฟิร์สไทม์มาให้เราดูกัน

ตอนแวะไปบู๊ทเนชั่น บังเอิญไปเจอบอร์ดเขียนความรู้สึกของคนที่มีต่อนิตยสารบูมที่เพิ่งปิดตัวลงไป น่าเสียดายที่โพสต์อิทหมดแล้ว เลยอดเขียน ซึ่งมันหมดไปกับ "คิดถึงตัวเองนะ" "เตเต้รักเบ๊น" "จุ๊บ จุ๊บ" และอีกสารพัด
แต่ที่เหี้ยที่สุดคือ มีแผ่นนึงเขียนว่า "กูอ่านไปคิง"

t(' ' t)




สรุปความเสียหาย

SAO เล่ม 5 - 130.-
Log Horizon ภาคนิยาย - 279.-
Log Horizon ภาคมังงะ - 65.-
พี่เทพสองเล่ม - 80.-
ดอกเตอร์ฟรอสต์สองเล่ม - 335.-
New York 1st Time - 230.-

= 1,119.-

Monday, March 24, 2014

Super Princess Peach ถึงเวลาเจ้าหญิงบุกชิงมาริโอ้คืน

[Press Start - ePICK Magazine #03]

เบาเซอร์เหิมเกริม บ้านเมืองระส่ำระส่าย เหล่าอัศวินพึ่งไม่ได้ ถึงเวลาเจ้าหญิงบุกชิงมาริโอ้คืน กับ ePICK Magazine #03 ฉบับ Super Woman


Sunday, March 23, 2014

[pic]อบรมถ่ายภาพเบื้องตน

อบรมถ่ายภาพของชมรมครับ หัวข้อ Portrait
Models: Sopha, Korn, Momay
12 มกราคม 2557


















Tuesday, March 18, 2014

Log Horizon - กับอนิเมะเกมออนไลน์ที่ไม่ใช่แค่เกม


Log Horizon คืออนิเมะที่ผมกำลังติดอย่างงอมแงมในขณะนี้ครับ นับจากอนิเมะที่ตามอยู่หลาย ๆ เรื่อง นี่คือเดอะเบสท์สำหรับผม

เรื่องย่อของ Log Horizon นั้นคล้ายกับอนิเมะเกมออนไลน์อื่น ๆ หลายเรื่อง คือการติดอยู่ในเกมที่ไม่สามารถออกมาได้

เมื่อเทียบกับ Sword Art Online ที่เป็นการ์ตูนเกมออนไลน์ที่โคตรจะดังมากแล้ว Log Horizon นั้นแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลยครับ

Log Horizon นั้นมีฉากบู๊น้อยมาก บางฉากพี่แกก็ตัดเหลือแค่ตอนที่บอสโดนฟันหัวแบะแล้วจบเลยก็มี คนที่คาดหวังกับฉากบู๊แบบเรื่องอื่น ๆ คงจะผิดหวังกับเรื่องนี้พอสมควร

แต่ความพิเศษของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่ เมื่อ Elder Tale ที่เป็นเกมของเรื่องนี้นั้น ไม่ใช่แค่เกมออนไลน์ธรรมดา ๆ อีกต่อไป เหล่า NPC ไม่ได้แค่ทำตามโปรแกรมที่ป้อนไว้ให้ แต่กลับใช้ชีวิตได้เสมือน "มีชีวิต" จริง ๆ ทำให้มีเรื่องราวของ "นักผจญภัย" หรือก็คือเพลเยอร์ผู้ที่เข้ามาติดในโลกเอลเดอร์เทล กับ "ผู้คนของดินแดน" หรือเหล่า NPC ภายในเกม ทั้งเรื่องของชนชั้น ความขัดแย้ง การผูกมิตร รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

เรื่องนี้ยิ่งสนุกมากขึ้น เมื่อพระเอกของเรา ชิโรเอะ เป็นผู้เล่นที่ไม่ได้ถนัดด้านสายบู๊มากนัก ที่มีดีที่สมองซึ่งโคตรฉลาด เป็นนักวางแผนผู้อยู่เบื้องหลังทั้งการต่อสู้แบบปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องการเมืองการปกครองอีกด้วย

เรื่องนี้ ผมจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับเรื่อง Magi ครับ เพราะแทบจะไม่มีส่วนไหนที่เหมือนกับการ์ตูนเกมออนไลน์ทั่วไปเลย แต่กลับให้อารมณ์คล้ายกับเมไจที่เต็มไปด้วยการเมืองการปกครอง

ใครที่ชอบการ์ตูนแบบที่วางแผนหนัก ๆ ใช้สมองเยอะ ๆ ผมแนะนำเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

ปล.เรื่องนี้แรกเริ่มเดิมทีเป็นไลท์โนเวลมาก่อนครับ มาสร้างเป็นมังงะและอนิเมะตามทีหลัง
ปล2.ผู้แต่งเรื่องนี้คือ มามาเระ โทวโนะ ที่ได้รับฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อเศรษฐศาสตร์แห่งวงการไลท์โนเวล และเป็นคนเขียนเรื่อง Maoyu อีกด้วยครับ

Monday, March 17, 2014

เรื่องเล่าจากปากกาควง

เรื่องเล่าจากปากกาควง

"

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนรู้ผิด ๆ เกี่ยวกับการควงปากกาก็คือ

ปากกาควงแทบทุกด้ามบนโลกนี้ ไม่ใช่ปากกาควงโดยกำเนิด มันเคยเป็นปากกาธรรมดา ๆ มาก่อน ก่อนจะถูกดัดแปลงเสริมเติมแต่งกันเองจนมันเหมาะแก่การควงครับ

ปากกาสำหรับควงโดยเฉพาะนั้นเพิ่งมาผลิตในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนี้เอง ก่อนหน้านี้ปากกาควงทุกด้ามบนโลก พวกเราเหล่านักควงปากกาปรับแต่งเองกับมือครับ

และสำหรับนักควงปากกาทั่วไปแล้ว ปากกาที่ผลิตขึ้นมาสำหรับควงโดยเฉพาะ มักจะมีขนาดและน้ำหนักที่ไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไรสำหรับการนำมาควงจริง ๆ ส่วนใหญ่จึงมีสถานะเป็นของสะสมเท่านั้น

อ้าว แล้วปากกาควงที่เขาบอกควงดีนักดีหนาที่ขายในเว็บล่ะ - อันนั้นก็ไม่ใช่ปากกาที่ผลิตมาเพื่อควงเช่นกันครับ แต่เป็นปากกาที่ปรับแต่งให้เสร็จแล้วนั่นเองครับ

แต่โดยปกติแล้ว ความชอบความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปากกาควงที่เหมาะกับมือใคร จึงมักจะมาจากการปรับแต่งเองของคน ๆ นั้น หรือถึงจะซื้อแบบสำเร็จรูปมา ก็มักจะเอามาดัดแปลงเพิ่มกันคนละนิดคนละหน่อยครับ

ผมเองไม่ได้ทำปากกาควงแท่งที่ยาก ๆ มานานแล้วเหมือนกันครับ ตั้งแต่เข้ามหาลัยมา (2 ปีกว่า) ก็ทำแต่ด้ามที่ทำง่าย ๆ หมุนถอดใส่แล้วได้เลย สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าทักษะด้านงานฝีมือผมนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนให้อภัยไม่ได้ แค่เย็บผ้าหรือตัดกระดาษง่าย ๆ ก็ทำพังมาหมดแล้วครับ ผมจึงมักจะทำแต่ด้ามที่ใช้แรงในการดึง ยัด แล้วก็ใช้เทปพันไว้ง่าย ๆ แทน

จู่ ๆ วันนี้ก็เกิดอยากจะได้ด้านใหม่ดี ๆ สักด้ามไว้ให้ตัวเองได้ควงอย่างสบายใจ จึงไปรื้อคลังปากกาเก่าเก็บตัวเองออกมา และเริ่มลงมือทำครับ

ด้ามนี้มีชื่อว่า RSVP MX² คิดค้นโดย TEK จาก UPSB บอร์ดควงปากกานานาชาติครับ เป็นหนึ่งในด้ามที่ผมชอบที่สุด เพราะน้ำหนักดี ถนัดมือผมมาก

ชื่อ RSVP MX² นั้นมาจากปากกาควงรุ่น RSVP MX (คิดค้นโดย Kam เจ้าพ่อแห่งวงการควงปากกาผู้มีอายุการควงปากกาเท่ากับอายุชีวิตของผม) ซึ่งเป็นปากกาควงคลาสิกที่นักควงปากกาทุกคนต้องรู้จัก ด้วยว่าเป็นปากกาควงที่ทำง่าย ใช้อุปกรณ์น้อย (ใช้ปากกาเพียงแค่สองด้ามเท่านั้น) และอุปกรณ์ยังหาง่าย (ในต่างประเทศเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี หาง่ายมาก แต่ที่ไทยกลับไม่มีรุ่นนึงที่จำเป็นขาย) แต่กลับเป็นหนึ่งในด้ามที่ควงยากที่สุด เพราะจุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักของปากกาไม่อยู่กลางปากกา แรงเหวี่ยงแต่ละด้านจึงไม่เท่ากันครับ

สำหรับ RSVP MX² นั้น เป็นรุ่นปรับแต่งของ RSVP MX ให้สมดุลและควงง่ายขึ้นครับ ใช้อุปกรณ์เหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่ใช้ทุกอย่างเป็น 2 เท่าของ RSVP MX ครับ ทั้งน้ำหนักก็ยังเหมือนเป็น 2 เท่าด้วย (แต่ความจริงแล้วไม่ใช่นะครับ หนักกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

อันที่จริงผมก็มีปากการุ่นนี้อยู่แล้วด้ามหนึ่ง แต่ของเดิมใช้ยางสีขาว ซึ่งผมไม่ค่อยอยากจะเอาออกมาควงสักเท่าไร กลัวมันหมองน่ะ เลยทำอีกด้ามขึ้นมาเป็นเวอร์ชันอินเวิร์สสลับสีกัน

จุดที่ยากที่สุดในการทำปากกาด้ามนี้ อยู่ที่วงแหวนเล็ก ๆ สีขาวดำด้านหน้าปากกาและด้านในฝาครับ วงแหวนที่เห็นนั่นคือยางหุ้มปากกาครับ เป็นยางชนิดเดียวกับที่เห็นสวมอยู่ด้านหน้าปากกานั่นแหละ เพียงแต่เราต้องตัดออกมาให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนจะนำมาสวมครับ ซึ่งไอ้การตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เนี่ยแหละที่โคตรยาก



เราไม่สามารถเอายางออกมาแล้วใช้กรรไกรตัดโชะได้เลยนะครับ กรรไกรไม่มีทางที่จะตัดยางปากกาได้ตรงเลย และการเบี้ยวนิดเดียวอาจหมายถึงว่ายางชิ้นนั้นเสียทั้งชิ้นได้เลย โดยทั่วไปแล้วเวลาตัดยางปากกา นักควงปากกานิยมใช้ใบมีดโกนครับ จับยางปากกาไว้แน่น ๆ แล้วกดใบมีดลงไปในจุดที่ต้องการตัด หากใบมีดคมพอ ยางจะขาดออกมาเป็นรอยเรียบสวยอย่างง่ายดาย แต่เผอิญผมไม่มีใบมีดโกนที่ว่านั้นครับ

สิ่งที่ผมใช้ตัด คือของฝากรูปดาบคาตานะจากญี่ปุ่นครับ ผมไม่เคยคิดเหมือนกันว่ามันจะคมพอจะตัดยางปากกาได้ แต่ด้วยวิธีการเดียวกันกับการใช้ใบมีด จับแน่น ๆ แล้วค่อย ๆ หั่น ยางก็จะขาดออกมาได้เช่นกันครับ แม้รอยขาดจะไม่สวยเท่า เอากรรไกรเล็มส่วนที่เกินออกมาก็พอถูไถไปได้


อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับด้ามนี้คือลายด้านในตัวปากกาครับ พวกเราเรียกลายนี้ว่า Insert ซึ่งมันคือกระดาษที่มีลวดลายม้วนแล้วสอดเข้าไปด้านในตัวปากกาครับ

โดยทั่วไปแล้ว จะนิยมปริ๊นท์ลายจากอินเทอร์เน็ตเอา แต่ผมไม่ค่อยชอบวิธีการนี้เท่าไร รู้สึกว่ามันเปลืองหมึกปริ๊นเตอร์ ผมจึงจากการ "วาด" ลายนี้เอง

ตัดกระดาษให้มีความยาวเท่าตัวปากกา ความกว้างพอประมาณ และจัดการวาดละเลงลายมั่ว ๆ ลงไปในกระดาษแผ่นนั้น ไม่จำเป็นต้องสวยมากก็ได้ เพราะพอเราม้วนใส่เข้าไปในปากกาแล้ว มันจะสวยอย่างไม่น่าเชื่อขึ้นมาเอง

ข้อดีของวิธีนี้คือ ถ้าลายไม่สวย เราวาดเสีย สิ่งที่ต้องทำก็แค่ ตัดเศษกระดาษขึ้นมาวาดใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ง่ายมาก

อีกวิธีที่ผมชอบ คือใช้แผ่นใบปลิวโฆษณานั่นแหละครับ กับปากกาที่ต้องการสีฉูดฉาด ใบปลิวโฆษณาของห้างต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงาม ตัดออกมาให้ได้ขนาดแล้วม้วนเข้าไป ก็เป็น Insert ที่สวยได้อย่างง่ายดายและไม่สิ้นเปลืองเลย

ด้ามนี้ผมยังเจาะจุกท้ายเพื่อให้หัวปากกาที่โผล่ไปด้านหน้าปากกาตามปกติไม่ได้ ออกมาโผล่ด้านหลังแทน ไว้เพื่อให้เขียนได้ครับ ของที่ใช้เจาะก็คือไขควงเล็กสำหรับไขขาแว่น ซื้อมาชุดนึงจากไดโซ 60 บาท เอามาจิ้ม ๆ หมุน ๆ ไปที่จุกท้ายจนเป็นรู แล้วเพิ่มขนาดไขควงไปเรื่อย ๆ จนได้รูที่ใหญ่พอจะให้หัวไส้หมึกโผล่ออกมาได้ ทีนี้เวลาจะเขียนก็แค่ดึงฝาด้านหลังออก ก็จะเห็นหัวเขียนแล้ว ถึงจะดูแปลก ๆ ไปสักหน่อยก็เถอะ และถ้าปากกาตกบ่อย ๆ หัวเขียนก็คงจะเสียจนเขียนไม่ได้อีกนั่นแหละ ...


ปากกาด้ามนี้ถึงจะทำจากขอเหลือ แต่ก็ลงแรงและใช้ความพยายามไปมากพอดู เพื่อที่จะพกมันไปไหนมาไหนได้ ก็หวังว่ามันจะไปเจ๊งหรือหายไปซะก่อนนะ

"

Friday, March 14, 2014

[pic]สะพานใหม่ที่ปีใหม่ ๒๕๕๗

ปีใหม่ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจไม่อยู่เคาท์ดาวน์ตอนเที่ยงคืน รีบนอนก่อน เพื่อที่จะได้ตื่นแต่เช้า สะพายกล้องออกไปเดินรอบ ๆ ละแวกสะพานใหม่ ถ่ายรูปกับบรรยากาศสบาย ๆ แถวนี้

สะพานใหม่เป็นชื่อของย่านที่อยู่ในเขตสายไหมครับ บอกสายไหมหลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าบางเขนหรือดอนเมืองก็คงร้องอ๋อกัน ซึ่งสายไหมเป็นเขตที่อยู่ระหว่างสองเขตนี้ครับ

แม้จะมีชื่อเรียกว่าสายไหม แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีของฝากเป็นสายไหมแต่อย่างใด

ที่มาของชื่อสายไหมนั้น มาจากชื่อหมู่บ้านหนึ่งในละแวกนี้ ที่เดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอลำลูกกา และในเวลาถัดมาก็โดนโยกย้ายส่ายสะโพกขึ้นมาเป็นตำบล ย้ายมาเป็นพื้นที่ของเขตบางเขน จังหวัดพระนคร (ในสมัยที่ยังแยกเป็นจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีอยู่) และถูกอัพเกรดให้เป็นเขตสายไหมในเวลาต่อมา

สายไหมแยกออกมาจากเขตบางเขนครับ ด้วยจำนวนประชากรที่ล้นจนเกินเหตุ (และตอนนี้เองก็เริ่มจะล้นขึ้นมาจนได้ลุ้นว่าจะแยกเป็นเขตใหม่อีกหรือเปล่า) แต่คนแถวนี้และบริเวณโดยรอบมักจะเรียกที่นี่ว่า "สะพานใหม่" ครับ

ชื่อสะพานใหม่ถูกเรียกมาก่อนจะเป็นเขตสายไหมซะอีก (แล้วทำไมไม่เรียกเขตสะพานใหม่ไปเลยวะครับ) จนคนที่นี่คุ้นเคยกับชื่อนี้มากกว่า แม้กระทั่งตลาดยิ่งเจริญ ตลาดที่ใหญ่โตมโหฬารที่ย่านนี้ บางครั้งก็ถูกเรียกในชื่อ ตลาดสะพานใหม่

ที่มาของชื่อสะพานใหม่ มาจากในช่วงที่สร้างสะพานข้ามคลองขึ้นมาใหม่ ชื่อสะพานสุกรนาคเสรีย์ จนกลายเป็นสะพานใหม่ในที่สุด ถึงแม้ตอนนี้สะพานจะเก่าแล้วก็ตามที

ผมเกิด และโตที่นี่ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในซอยตรงข้ามกับตลาดยิ่งเจริญ ซอยพหลโยธิน ๕๒ หรือที่คนเฒ่าคนแก่รู้จักกันในชื่อ ซอยทหารอากาศ
เนื่องจากที่ซอยนี้มีทหารอากาศอาศัยอยู่เยอะมาตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว (ด้วยว่าใกล้กับกองทัพอากาศที่ลำลูกกาด้วย)

แม้ว่าที่นี่จะมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น แต่กลับคงความรู้สึกของแถบชานเมืองได้เป็นอย่างดี อากาศสดชื่น รถราแน่นเป็นบางครั้ง แต่ก็ยังคงสงบสุขดี

สวัสดีปีใหม่ สวัสดีสะพานใหม่






































[pic]Japan Trip

รูปเยอะ โหลดโหด
มีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวครับ
21-29 พฤษภาคม 2013
รถไฟใต้ดินที่นี่โฆษณาเยอะมากครับ

ตู้กดน้ำที่นี่เยอะมากครับ ไปที่ไหนก็เจอ เจอสารพัดแบบเลย


เห็นอย่างนี้ นี่คือทางขึ้นสถานีรถไฟใต้ดินที่นาโกย่านะครับ


ผมมักจะแหงนมองแล้วถ่ายรูปท้องฟ้าบ่อย ๆ ครับ




ปราสานนาโกย่าครับ

แฟลร์เยอะมาก แต่ผมชอบรูปนี้เป็นพิเศษ

日本の猫

お弁当

ケーキ




































だんご

お茶会









นาฬิกาน้ำพุหน้าสถานีคานาซาว่าครับ นอกจากจะบอกเวลา บางทีจะเปลี่ยนเป็นตัวอักษรอย่างเช่น WELCOME ได้ด้วย


























ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ที่ขึ้นชื่อเรื่องประตูวัดมากมายมหาศาล











และเจ้าฮาจิโกะครับ